The directory provides the answer to all your convention and exhibition needs and requirement in Thailand.

NEWS

    

“รี้ดเทรดเด็กซ์” รุกปรับกลยุทธ์ รับเทรนด์ใหม่ “งานแสดงสินค้า” หลังโควิด

“งานแสดงสินค้า"

“รี้ด เทรดเด็กซ์” รุกปรับกลยุทธ์ขยับบทบาทสู่ community connector เชื่อมต่อลูกค้ากับโอกาสทางธุรกิจทั่วโลก ชูการจัดงานแสดงสินค้ารูปแบบใหม่ผสานการจัดงานแบบเดิม-ออนไลน์ รองรับการจัดงานแสดงสินค้ายุคใหม่หลังวิกฤตโควิด ชี้เจ้าของสินค้าเชื่อมั่น-ใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือทางการตลาดเหมือนเดิม เผยผลวิจัยบริษัทแม่ที่อังกฤษชี้ชัดทั่วโลก เปิดรับรูปแบบการแสดงสินค้าแบบออนไลน์ พร้อมมั่นใจอยากร่วมงานแสดงสินค้าแบบเจอหน้ากันแล้ว

นางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้ารายใหญ่ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าในโลกยุคใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 หรือยุค social distancing

บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ ทั่วโลกจึงได้ปรับไดเร็กชั่นและกลยุทธ์การทำงานใหม่ โดยขยายบทบาทของบริิษัทจากการเป็นผู้จัดงานแสดงสินค้า (exhibition organizer) สู่การเป็น community connector หรือผู้เชื่อมต่อคนในวงการทั้งหมด ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และเพื่อนในวงการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างผู้จัดงาน เจ้าของสินค้า และลูกค้าให้เกิดขึ้นตลอดทั้งปี ไม่เพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการจัดงานแสดงสินค้าเท่านั้น โดยมุ่งสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในเครือข่าย“ภายใต้คอนเซ็ปต์ community connector นี้ประกอบด้วยเครื่องมือหลายรายการที่จะทำงานเสริมและควบคู่กัน หรือแยกเดี่ยวในบางครั้งก็ได้ ตั้งแต่งานแสดงสินค้าแบบเดิมที่ผู้ขายและผู้ซื้อมาเจอกันในงาน, งานแบบ virtual, การจัด online technology demonstration ไปจนถึงการร่วมงานแบบ remote participation หรือ remote booth ที่แม้ว่าผู้แสดงสินค้าจะมาที่ไทยไม่ได้แต่เขายังสามารถมีคูหาภายในงาน และสามารถพูดคุยเจรจาธุรกิจและเก็บข้อมูลผู้ซื้อได้”

“โดยเราจะเป็นผู้เตรียมความพร้อมทุกอย่างให้ตั้งแต่ผู้แทนการขาย อุปกรณ์การทำประชุมออนไลน์ ไปจนถึงแอปพลิเคชั่นที่ใช้เก็บข้อมูลผู้ซื้อที่ผู้แสดงสินค้าสามารถตรวจดูได้ตลอดเวลาว่ามีผู้ซื้อรายไหนแวะมาชมบูทและแสดงความสนใจในการเจรจาธุรกิจบ้าง” นางวราภรณ์กล่าว

“วราภรณ์

และว่า แม้ว่าวิกฤตโควิดที่ผ่านมาจะทำให้คนวิตกกังวลกับสถานการณ์การพบปะกันจำนวนมาก และส่งผล กระทบโดยตรงกับธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า ซึ่งเป็นการตลาดในรูปแบบที่รวมคนจำนวนมากมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน ทำให้บริษัทต้องยกเลิกการจัดงานแสดงสินค้าไปเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเชื่อมั่นว่าการจัดงานแสดงสินค้ายังคงเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญรูปแบบหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจให้กับทั้งผู้จัดงานแสดงสินค้าและผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้า

นางวราภรณ์กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา รี้ด เอ็กซ์ฮิบิชั่นส์ สำนักงานใหญ่ของรี้ด เทรดเด็กซ์ในอังกฤษ ได้ลงทุนวิจัยสำรวจผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด จากมุมมองส่วนตัวและธุรกิจ รวมถึงมุมมองต่อความต้องการของลูกค้าจากงานแสดงสินค้า หัวข้อ COVID Customer Mindset and Needs Barometer ซึ่งเป็นงานวิจัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการทำวิจัยของรี้ด เอ็กซ์ฮิบิชั่นส์

โดยศึกษาความเห็นของผู้ชมงานแบบออนไลน์จำนวน 41,609 คน จากงานแสดงสินค้าทั่วโลก 201 งาน รวมถึงผู้ชมงานจากประเทศไทย 1,717 คน จากการจัดงาน 9 งาน และสำรวจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2563 เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของลูกค้าเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป โดยใช้กับข้อมูลจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย

1.ความรู้สึกส่วนตัวที่มีด้านการเงิน, เศรษฐกิจ และธุรกิจ

2.สิ่งท้าทายของธุรกิจและทิศทางของอุตสาหกรรม

3.ความรู้สึกเกี่ยวกับงานแสดงสินค้า ความสำคัญและความมั่นใจในการร่วมงาน

4.สิ่งที่ต้องการจากงานแสดงสินค้า

ทั้งนี้ จากการวิจัยพบว่าสำหรับประเทศไทยสิ่งที่ทำให้คนกังวลมากที่สุด คือ การเดินทางต่างประเทศในระยะไกล (ร้อยละ 52) ตามด้วยการเดินทางไปต่างประเทศในระยะใกล้ (ร้อยละ 46) การร่วมงานกับคนหมู่มากภายในอาคาร (ร้อยละ 39) และการร่วมงานกับคนหมู่มากภายนอกอาคาร (ร้อยละ 26)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าคนส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่า ผลกระทบที่โควิดมีต่อธุรกิจตนอยู่ในระดับปานกลางมีจำนวนลดลง และมีจำนวนที่ได้รับผลกระทบในระดับต่ำที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ยังให้ความเห็นว่าสภาวะเศรษฐกิจมีความน่ากลัวกว่าโควิด และเริ่มคิดถึงการทำงานแบบ face to face หรือการพบปะพูดคุยกันแล้ว

“งานวิจัยยังระบุด้วยว่า ร้อยละ 84 ของผู้ร่วมตอบคำถามในงานวิจัยทั่วโลกได้ใช้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งใช้บริการด้านการประชุมออนไลน์, เรียนออนไลน์, บริการด้านสื่อสารผ่านข้อความออนไลน์, สั่งอาหารออนไลน์ รวมถึงการเข้าร่วมงานแบบออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ด้วย เช่น การสัมมนาออนไลน์, ร่วมประชุมออนไลน์ ฯลฯ และที่บอกว่าแม้ว่าโควิดจะจบลงแต่มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลจะยังคงมีความสำคัญต่อการร่วมงานแสดงสินค้า ทั้งการลงทะเบียน, เก็บข้อมูล, ค้นหาสินค้าและผู้จัดจำหน่าย และอื่น ๆ” นางวราภรณ์กล่าว

นางวราภรณ์กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับปี 2564 นี้ปัจจุบันบริษัทมีแผนจัดงานแสดงสินค้าทั้งหมดรวม 11 งาน ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา โดยช่วง 23-26 มิถุนายนจะจัดพร้อมกัน 8 งาน เป็นงานมหกรรมเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมสนับสนุน “แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2021” ซึ่งประกอบด้วย 5 งานย่อย สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตสาขาต่าง ๆ ส่วนอีก 3 งาน คือ เนปคอน ไทยแลนด์ 2021, งานแฟ็กเทค 2021 และงานจีเอฟที 2021

จากนั้นจะเป็นงานไทล็อก-โลจิสติกซ์ งานแสดงสินค้าด้านโลจิสติกส์ในช่วงวันที่ 25-27 สิงหาคม งานคอสเม็กซ์ 2021 งานเทคโนโลยีด้านเครื่องสำอางในช่วงวันที่ 2-4 พฤศจิกายน และงานเมทัลเล็กซ์ 2021 งานด้านโลหการอันดับหนึ่งของอาเซียนในช่วงวันที่ 17-20 พฤศจิกายน

“ทุกงานที่เราจัดขึ้นในปีนี้จะเป็นการจัดงานในรูปแบบที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบเดิม (physical) และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาร่วมด้วย เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเชื่อมต่อกับคนในวงการแบบไร้ข้อจำกัดด้านการเดินทางผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รูปแบบต่าง ๆ อาทิ virtual showroom, การจับคู่ธุรกิจด้วย AI เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขยายสเกลของการจัดงานและเข้าถึงลูกค้าได้ตลอดทั้งปี” นางวราภรณ์กล่าว

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ https://www.prachachat.net/tourism/news-626909